History of Comic Market

posted on 05 Sep 2008 10:00 by ohohoh in Diary

ที่จริงบทความข้างล่างนี้เป้นข้อมูลที่ตั้งใจจะเขียนลงที่อื่นค่ะ แต่โดนตีกลับมาเนื่องจากยาวเกินไปและมีเนื้อหาไม่ตรงกับที่กำหนดไว้... orz (เขียนต้นฉบับอื่นส่งไปแทนแล้วค่ะ)
แต่ก็นะ เขียนไปแล้วนี่นะ จะเก็บเข้ากรุก็น่าเสียดาย เลยเอามาลงบล็อกที่นี่แหละค่ะ

ขอรับรองว่าท่านที่ไม่รู้จักโดจินชิและไม่เคยได้ยินชื่อคอมิเคมาก่อน อาจจะอ่านไม่เข้าใจได้ค่ะ มานิแอคปานนั้นแหละค่ะ




“คอมิเคเป็นเมกกะของโอทาคุ”

มาตอนนี้ก็จำไม่ได้แล้วค่ะว่านี่เป็นคำพูดของใครกันแน่ แต่ก็ต้องยอมรับค่ะว่าตราบใดที่ข้าพเจ้ายังคงเป็นโอทาคุอยู่ ก็คงเลิกไปงานคอมิเคได้ยากจริงๆ ในความเป็นจริงแล้ว ญี่ปุ่นมีงานขายปลีกโดจินชิอยู่ตลอดทั้งปี ทั้งคอมมิคส์ครีเอชั่น คอมมิคซิตี้ คอมมิคเทรชเชอร์ คอมมิคไลฟ์ คาตาเก็ต โคมิคอน ฯลฯ แต่ก็เป็นที่แน่ชัดว่าในเรื่องของจำนวนเซอร์เคิ่ลและผู้เข้าร่วมงาน ไม่มีงานไหนจะใหญ่ไปกว่าคอมิเคได้เลย

คอมิเคเป็นชื่อย่อของ Comic Market ในที่นี้หมายถึงงานขายปลีกโดจินชิที่สมาคมคอมมิคมาร์เก็ตจัดขึ้นสองครั้งต่อปี คือคอมิเคฤดูหนาวกับคอมิเคฤดูร้อน เท่าที่มีการเก็บข้อมูล C72 ซึ่งจัดเมื่อฤดูร้อนปี 2007 มีจำนวนเซอร์เคิ่ลที่เข้าร่วมงานถึง 35,000 เซอร์เคิ่ล (ไม่นับเซอร์เคิ่ลที่ไม่ผ่านการคัดเลือกและเซอร์เคิ่ลที่ใช้วิธีฝากวางสินค้า) และผู้เข้าร่วมงานทั่วไปมากกว่า 550,000 คน ทำให้จากเดิมที่เซอร์เคิ่ลใหญ่เคยได้ 2-3 สเปซต่อเซอร์เคิ่ล มาตอนนี้หากไม่ใช่กรณีพิเศษจริงๆ จะเหลือเพียงหนึ่งสเปซต่อหนึ่งเซอร์เคิ่ลเท่านั้น (โต๊ะนึงจะแบ่งเป็นสองสเปซค่ะ)

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปี 1970 นิยายและภาพยนตร์แนว SF เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายและส่งผลให้มีการเขียนโดจินชิขึ้นมาเป็นจำนวนมากจนงานขายปลีกโดจินชิที่มีอยู่แต่เดิมไม่อาจรองรับได้หมด จึงมีการเรียกร้องให้มีการจัดงานขายปลีกโดจินชิขนาดใหญ่เพื่อตอบสนองต่อความนิยมในเวลานั้น และนี่เองที่กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของงานคอมิเคครั้งแรกสุด

อีกสาเหตุหนึ่งของการจัดงานคอมิเคนั้นสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างสมาคมมังกะญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้จัดงาน SF รายใหญ่ในเวลานั้น รวมทั้งการที่ทางสมาคมปฏิเสธไม่ให้ผู้ที่วิจารณ์การดำเนินงานของสมาคมเข้าร่วมงานครั้งถัดไป เมย์เคียวจึงจัดงานคอมิเคขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายให้เป็น”งานอีเวนท์ของแฟนผลงานที่จัดโดยแฟนผลงานเพื่อแฟนผลงานด้วยกัน” โดยไม่ขึ้นต่อสมาคมมังกะญี่ปุ่นและคอมมิคเฟสติวัล

C1 ถูกจัดขึ้นในวันที่ 21 ธันวาคม 1975 โดยกลุ่มผู้วิจารณ์มังกะ “เมย์เคียว” ที่ห้องประชุมศูนย์ดับเพลิงโทระโนะมองในโตเกียว มีเซอร์เคิ่ลเข้าร่วมงานจำนวน 32 เซอร์เคิ่ล และผู้เข้าร่วมงานทั่วไปประมาณ 700 คน เซอร์เคิ่ลมากกว่าครึ่งเป็นชมรมการ์ตูนจากโรงเรียน ที่รองลงมาคือแฟนคลับการ์ตูนผู้หญิงที่มีผลงานของอ.โมโต ฮากิโอะกับอ.ทาเคมิยะ เคย์โกะเป็นหลัก และกล่าวได้ว่าผู้เข้าร่วมงานทั่วไปประมาณ 90 เปอร์เซนต์ก็คือเด็กนักเรียนหญิงชั้นมัธยมต้นมัธยมปลายซึ่งเป็นแฟนงานการ์ตูนผู้หญิงนี่เอง หนังสือส่วนมากในยุคนี้จะเป็น Copy Book ที่ใช้วิธีซีร็อกซ์แล้วเย็บแมกซ์เสียมากกว่า

C2 – C4 ถูกจัดขึ้นที่ห้องประชุมสมาคมอุตสาหกรรมอิตะบาชิในปีถัดมาระหว่างฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูหนาวตามลำดับในตอนนี้ยังมีจำนวนเซอร์เคิ่ลไม่ถึงร้อยเซอร์เคิ่ลก็จริง แต่ C5 ซึ่งจัดที่หอประชุมอุตสาหกรรมเขตโอดะในปี 1977 ก็เริ่มมีแถวของผู้ร่วมงานต่อยาวมาจนถึงนอกหอแล้ว หลังจากนั้น คอมิเคก็ย้ายสถานที่จัดงานไปอีกหลายแห่งจน C13 ซึ่งจัดในปี 1979 นั้นมีจำนวนเซอร์เคิ่ลประมาณ 300 เซอร์เคิ่ลและผู้เข้าร่วมงานกว่า 4,000 คน มาถึงตอนนี้ชมรมการ์ตูนเริ่มลดจำนวนลง และมีเซอร์เคิ่ลที่นำเสนองานออริจินั่ลของตัวเองเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งแฟนเซอร์เคิ่ลของอนิเมชั่นเช่น “เรือรบยามาโตะ” หรือ “กันดั้ม” ก็เริ่มมีจำนวนมากขึ้น ซึ่งพวกเขานี่เองที่กลายมาเป็น”โอทาคุ”รุ่นแรกๆและเป็นแรงผลักดันของคอมิเคในเวลาต่อมา (มาถึงตรงนี้ เมย์เคียวก็วางมือจากงานคอมิเคแล้วหันไปจัดงานขายปลีกโดจินชิสำหรับงานออริจินั่ลซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น MGM และยังคงจัดมาจนกระทั่งทุกวันนี้)

ระหว่างปี 1980-1981 งานคอมิเคถูกจัดขึ้นที่คาวาซากิพลาซ่าทั้งหมด 4 ครั้ง จำนวนเซอร์เคิ่ลเพิ่มเป็น 350-400 เซอร์เคิ่ลและมีผู้ร่วมงานประมาณ 7,000 คนซึ่งทำให้ที่จัดงานไม่สามารถรองรับต่อไปได้ C18 จึงย้ายไปจัดที่หอประชุมการค้าโยโกฮาม่าและเพิ่มวันจัดเป็นเวลา 2 วัน จำนวนเซอร์เคิ่ลทั้งหมด 500 เซอร์เคิ่ล และผู้ร่วมงานก็มีมากกว่าหมื่นคน ในช่วงนี้มีแฟนเซอร์เคิ่ลของ“ลามู”เพิ่มมากเป็นพิเศษพร้อมกับ”โลลิค่อนบูม”ที่ทำให้ผู้ร่วมงานชายมีจำนวนมากขึ้นและกลายมาเป็นรากฐานของโดจินชิออรินั่ลสำหรับผู้ชายในปัจจุบัน ในขณะเดียวกันเซอร์เคิ่ล”จิเบล”ของอ.อาสึมะ ฮิเดโอะก็มีแถวยาวจนต้องตัดแถวไปนอกหอ ซึ่งจะถือเป็นต้นแบบของ”เซอร์เคิ่ลกำแพง”ก็คงไม่ผิด (หมายถึงเซอร์เคิ่ลที่อยู่รอบนอกของหอค่ะ จะมีพื้นที่ในการเข้าแถวมากกว่า และสามารถตัดแถวได้ง่ายกว่า ต้องเป็นเซอร์เคิ่ลที่ใหญ่จริงๆ ถึงจะไปอยู่ติดกำแพงได้ค่ะ)

C19 มีกำหนดจะจัดในฤดูหนาวที่คาวาซากิพลาซ่าตามเดิม หากเกิดความแตกแยกในคณะผู้จัดงานและฝ่ายต่อต้านก็จับจองหอประชุมไปได้ก่อน คณะผู้จัดงานจึงตัดสินใจย้าย C19 มายังหอแสดงสินค้าตัวอย่างนานาชาติโตเกียวที่ฮารุมิ (โดยทั่วไปจะเรียกหอนี้ว่า”ฮารุมิ”ค่ะ) และจัดงานที่นี่ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 6 ปี ในระหว่างนี้ คอมิเคก็มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ C22 (ปี 1983) มีเซอร์เคิ่ลออกงานมากกว่า 1,000 เซอร์เคิ่ล และ C30 ซึ่งเป็นคอมิเคครั้งสุดท้ายในฮารุมิช่วงที่หนึ่งนั้นก็มีจำนวนเซอร์เคิ่ลถึง 3,900 เซอร์เคิ่ลและผู้ร่วมงานกว่า 35,000 คน (ในปี 1983 ได้ยกเลิกการจัดคอมิเคฤดูใบไม้ผลิ) ในช่วงปี 1985 นี้เอง “กัปตันสึบาสะ”ได้สร้างกระแสเพิ่มจำนวนเซอร์เคิ่ลยาโอย (Boy’s Love) และผู้ร่วมงานผู้หญิงขึ้นอย่างล้นหลาม ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่เนื่องจาก”กัปตันสึบาสะ”ที่มีแฟนผู้หญิงถึง 90% ของแฟนทั้งหมดนี้จัดอยู่ในประเภท”การ์ตูนผู้ชาย”

ระหว่างปี 1986-1987 มีการจัดงานธุรกิจขึ้นที่ฮารุมิบ่อยครั้ง คอมิเคจึงย้ายสถานที่ไปยังหอประชุม TRC ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า และเพื่อเป็นการทดแทน จึงยืดเวลาการจัดงานออกเป็นสองวัน มีเซอร์เคิ่ลมาออกงาน 4,400 เซอร์เคิ่ลและผู้ร่วมงาน 4-6 หมื่นคน ตอนนี้เองที่เริ่มมีการนำโค้ดเข้ามาแบ่งประเภทของเซอร์เคิ่ล

หากในไม่ช้า การจัดงานสองวันที่ TRC ก็ไม่สามารถรับรองขนาดของงานได้อีกต่อไป คอมิเคจึงหวนกลับมายังฮารุมิอีกครั้งในปี 1988 ซึ่งจากตรงนี้ไปได้มีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาจัดระบบ ทำให้จำนวนเซอร์เคิ่ลใน C34 เพิ่มขึ้นเป็น 9,200 เซอร์เคิ่ล หากในขณะเดียวกัน การจับจองหอประชุมก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก ทำให้ C35 ที่กำหนดการจัดในฤดูหนาวต้องเลื่อนไปจัดในเดือนมีนาคมปีถัดไป (ถือเป็นคอมิเคฤดูใบไม้ผลิอย่างเป็นทางการครั้งสุดท้าย) และ C36 ในฤดูร้อนปี 1989 ก็มีจำนวนเซอร์เคิ่ลถึงหลักหมื่นพร้อมกับที่จำนวนผู้เข้าร่วมงานไปถึงหลักแสนในที่สุด ในช่วงนี้เองที่”เซเลอร์มูน”กำลังโด่งดังและเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางทั้งในหมู่ผู้ชายและผู้หญิง ทำให้เซอร์เคิ่ลชายที่สร้างผลงานจาก”การ์ตูนผู้หญิง”มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และพร้อมกันนั้น “เซนต์เซย์ย่า”กับ”ซามูไรทรูปเปอร์”ก็กุมใจแฟนอนิเมผู้หญิงจำนวนมากจนมีโดจินชิยาโอยไม่น้อยออกมาสู่คอมิเค ซึ่งข้อนี้ถูกยกมาเป็นปัญหาสื่อลามกสำหรับผู้เยาว์ (เพราะอนิเมทั้งสองเรื่องมีเป้าหมายเป็นเด็กประถม) และส่งผลต่อท่าทีซึ่งผู้ผลิตอนิเมมีต่อผู้เขียนโดจินชิในเวลาถัดมา

จะอย่างไรก็ดี ก่อน C36 นี้เองเพิ่งเกิดคดีฆาตกรรมเด็กหญิงต่อเนื่องที่โตเกียวกับไซตามะ และมิยาซากิ สึโตมุผู้ถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัยนั้น (รู้จักกันในชื่อ The Otaku Murderer ถูกประหารชีวิตไปแล้วเมื่อมิถุยายนปี 2008 นี้เองค่ะ) เป็นโอทาคุ โลลิค่อน และเฮอร์เรอร์มาเนีย อีกทั้งเจ้าตัวยังมีกำหนดการจะเข้าร่วมงานคอมิเคอีกด้วย สื่อมวลชนต่างๆจึงยกข้อนี้ขึ้นมาโจมตีอย่างแรง (เป็นต้นว่า มีผู้สื่อข่าวท่านหนึ่งมาทำข่าวที่คอมิเคและกล่าวว่า”ที่นี่มีผู้ต้องสงสัยมิยาซากิ สึโตมุอยู่ถึงกว่าแสนคน”) แต่ในทำนองกลับกันก็เป็นการทำให้คอมิเคเป็นที่รู้จักในสังคมมากขึ้นอีกด้วย

ฤดูหนาวปี 1989 การจัดงานสองวันที่ฮารุมิก็ไม่สามารถรองรับขนาดของคอมิเคได้ C37 จึงย้ายไปยังหอประชุมมาคุฮาริเมซเซ่ในจิบะซึ่งเป็นสถานที่จัดงานขนาดใหญ่ติดอันดับต้นๆของญี่ปุ่น C39 ซึ่งจัดในปีถัดมานั้นมีผู้เข้าร่วมงานถึง 250,000 คนซึ่งไม่ว่าใครต่างก็คิดว่าคอมิเคคงจะอยู่คู่มาคุฮาริต่อไปเช่นนี้เอง หากก่อนงาน C40 ก็เกิดปัญหาภาพลามกที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งมีการยื่นเรื่องจากทางหอประชุมขอให้คณะผู้จัดงานคอมิเคย้ายงานไปจัดที่อื่น ทางหอประชุมได้อ้างปัญหาเรื่องระบบการรักษาความปลอดภัย หากผู้เข้าร่วมงานส่วนมากในยุคนั้นก็ยังมองว่าเป็นการขับไล่ไสส่งเนื่องจากปัญหาภาพลามกเสียมากกว่า จนทุกวันนี้ ชาวคอมิเคไม่น้อยก็ยังมีมุมมองในแง่ลบต่อมาคุฮาริอยู่ดี (ในที่นี้หมายถึงผู้ร่วมงานในยุคดังกล่าว)

(จะอย่างไรก็ตาม หากโอลิมปิคฤดูร้อนปี 2016 ถูกจัดขึ้นที่โตเกียว อาจมีความเป็นไปได้สูงที่คอมิเคจะถูกระงับการใช้อาริอาเคะ(โตเกียวบิ๊กไซต์) และมีหลายฝ่ายที่มองว่าคอมิเคจะกลับไปจัดที่มาคุฮาริอีก ซึ่งในข้อนี้ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการจากทั้งสองฝ่าย)

ปี 1991-1995 คอมิเคกลับมายังฮารุมิเป็นครั้งที่สาม มีการเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบภาพลามกมากขึ้น หากจำนวนผู้ร่วมงานก็ยังคงเพิ่มขึ้นไปอย่างไม่มีหยุด C42 ซึ่งจัดในฤดูร้อนปี 1992 นั้นมีคนจำนวนมากในแถวรอเข้างานเป็นลมแดดจนต้องถูกหามไปยังห้องพยาบาล (ภายหลังเรียกว่า”เจโนไซต์คอมิเค”) และในปี 1995 ฮารุมิก็ปิดตัวลงโดยมี C49 เป็นคอมิเคอย่างเป็นทางการครั้งสุดท้ายที่ถูกจัดขึ้นที่นั่น (แต่ก็มีการจัด”คอมิเคสเปซเซี่ยล”เป็นการอำลาฮารุมิในฤดูใบไม้ผลิปีถัดไปด้วย)

นับจากฤดูร้อนปี 1996 เป็นต้นไป คอมิเคย้ายมายังโตเกียวบิ๊กไซต์หรืออาริอาเคะซึ่งเป็นสถานที่จัดงานมาจนทุกวันนี้ ซึ่ง C50 ซึ่งเป็นงานแรกนั้นมีคำร้องเรียนมาจากงานอื่นซึ่งจัดในวันเดียวกัน คอมิเคครั้งถัดมาจึงจัดขึ้นโดยจองหอประชุมทั้งหมดของอาริอาเคะ แล้ว C52 ในฤดูร้อนปี 1997 ก็ขยายวันจัดงานออกเป็นสามวันเพื่อรองรับเซอร์เคิ่ลที่มีจำนวนกว่าสามหมื่นเซอร์เคิ่ล ก่อนที่คอมิเคฤดูหนาวจะขยายเป็นสามวันเช่นกันในปี 1999

ช่วงปี 90 ตอนปลายนี้เป็นยุค”เอแวนเกเลี่ยน”ครองวงการ (ขอเล่าจากประสบการณ์จริงว่าหอที่จัดบู้ธเอแวนในตอนนั้นแน่นมากค่ะ แน่นจนตรงสี่แยกต้องมีสตาฟฟ์มายืนโบกเป็นจราจรปล่อยให้เดินได้ทีละข้าง) รวมทั้ง”เซเลอร์มูน”กับเกมไฟท์ติ้งก็ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนเกิดเป็นโดจินชิบูม มาถึงตอนนี้วี่แวว SF ก็จางหายไปจากคอมิเคจนเกือบหมดแล้ว คอนเซปต์ของคอมิเคกลายมาเป็น”โมเอ”และเพิ่มจำนวนโอทาคุรุ่นหลังขึ้นอย่างรวดเร็ว ในตอนนี้ สินค้าที่ขายในงานคอมิเคก็ไม่ใช่หนังสือเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงเครื่องประดับ ตุ๊กตา ซีดีเพลงหรือกระทั่งเกมโดจินอีกด้วย

ทุกวันนี้ แวดวงของโดจินชิยังขยายตัวออกไปอีก มีร้านขายโดจินชิเปิดหลายแห่ง มีการซื้อขายโดจินชิผ่านทางอินเตอร์เน็ต มีงานขายปลีกขนาดกลางกับขนาดย่อยและงาน Only ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นตั้งแต่ปี 2000 ตัวคอมิเคเองก็ประสบกับปัญหามากมายหลายอย่างเช่นกฏหมายควบคุมสื่อที่เป็นภัย คอสเพลย์ที่เฉียดกับกฏหมายเรื่องการแสดงออกในเชิงอนาจาร ปัญหาเรื่องภาษีของซื้อขายในงาน ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ต้นฉบับ ปัญหาเรื่องการซื้อขายตั๋วเซอร์เคิ่ล ปัญหาเรื่องการป้องกันผู้ก่อการร้าย ฯลฯ

หากสำหรับโอทาคุแล้ว คอมิเคก็ยังคงเป็นงานเทศกาลครั้งใหญ่ประจำปีของวงการโดจินชิอยู่ดี




* ต่อไปจะอัพอีกบล็อกล่ะ!!