[ROTG] Sing me, dear, A song once hear in my Hometown

posted on 14 Jan 2013 21:17 by ohohoh in MyWork directory Fiction
* ปั่นมาด้วยความบ้าคลั่งแบบรวดเดียวจบหลังจากอัดอั้นอยู่ทั้งเดือน
* อย่าถามหาอะไรที่เรียกว่าเซนส์จากคนเขียน โดยเฉพาะเกี่ยวกับชื่อเรื่อง
* ขอบคุณคุณ @chibi มากเลยค่ะที่ช่วยเบต้าให้ ไม่งั้นข้าพเจ้าคงได้ปล่อยไก่ตัวเบ้อเร่อแล้ว orz

 

เบอร์เจสเป็นเมืองเล็กๆ ที่แสนจะธรรมดา
ที่นี่ไม่มีสิ่งก่อสร้างหรือสถานที่สำคัญ ไม่ได้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจหรืออุตสาหกรรม ไม่เคยเป็นบ้านเกิดของบุคคลสำคัญระดับโลกหรือแม้แต่ระดับประเทศ
หากจะพอยกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ที่นี่แตกต่างไปจากเมืองอื่น นั่นก็คงเป็นฤดูหนาวที่ยาวนานยิ่งกว่าเมืองใดในพื้นที่เดียวกัน เบอร์เจสเป็นเมืองแรกในเพนซิลวาเนียซึ่งหิมะมาถึงเร็วกว่าใครเพื่อน และละลายหายไปช้ายิ่งกว่าเมืองใดทั้งหมดในรัฐนี้ หากนั่นก็เพียงทำให้ชื่อเมืองถูกเอ่ยถึงปีละครั้งสองครั้งในช่วงข่าวพยากรณ์อากาศของปลายฤดูใบไม้ร่วง ก่อนจะถูกลืมเลือนไปอย่างรวดเร็วเท่านั้น
 
แต่ที่นี่เอง... เมืองแห่งนี้เองที่มีความหมายพิเศษยิ่งกว่าที่ใดในโลกสำหรับแจ๊ค ฟรอสต์
 
 


เจมี่ เบนเนตต์หักเลี้ยวที่หัวมุมร้านเครื่องเสียงซึ่งเปิดเพลงใหม่ที่กำลังขึ้นชาร์ตประจำเดือนนี้อยู่ หากเขาก็ปล่อยให้เพลงนั้นลอยผ่านหูไป ด้วยความสนใจทั้งหมดของเด็กชายกำลังจดจ่ออยู่กับเรื่องราวอันน่าทึ่งที่ภูตฤดูหนาวของเขาบอกเล่าอยู่มากกว่า
พุนจามไฮลูอันแสนงามราวกับรวบรวมทุกสีสันบนโลกนี้เข้าไว้ด้วยกัน (“สวยอยู่หรอก แต่ข้าไม่เคยเจอที่ไหนหนวกหูเท่าที่นั่นเลย” แจ๊คติ แต่เจมี่ก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายชอบบรรดาเบบี้ทู้ธตัวน้อยเหล่านั้นมากจนไม่รู้สึกว่าเสียงปีกของพวกเธอน่ารำคาญเลยสักนิด) โพรงกระต่ายซึ่งสว่างไสวไปด้วยฤดูใบไม้ผลิตลอดทั้งปีกับไข่นับแสนนับล้านฟองที่รอการลงสี (เด็กชายแทบจะร้องออกมาด้วยความอิจฉาเมื่อได้ยินว่าโซฟี่ น้องสาวของเขาเคยไปที่นั่นมาแล้ว) เกาะทรายสีทองกลางทะเลสีครามเข้มที่เปล่งแสงเรืองรองราวกับความฝัน เหมือนแสงประภาคารที่กำลังเฝ้ารอเจ้าของที่ไม่ค่อยจะมีโอกาสได้กลับมานัก (เจมี่พยายามเก็บทุกรายละเอียด และสาบานกับตัวเองว่าคืนนี้เขาต้องฝันถึงเรื่องนี้ให้ได้)
ในบรรดาที่ต่างๆ อันแสนมหัศจรรย์เหล่านั้น ทั้งเจมี่และแจ๊คต่างก็เห็นพ้องต้องตรงกันว่าโรงงานทำของเล่นที่ซานตอฟ คลาวสเซ่นนั่นเองจึงจะเป็นสถานที่ซึ่งน่าตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด
 
“มันคุ้มที่จะฝ่าด่านฟิลเข้าไปชมสักครั้ง ......ถึงข้าจะไม่เคยรอดมือเจ้านั่นเข้าไปได้ก็เถอะนะ”
เด็กหนุ่มผมสีขาวกระจ่างราวกับหิมะแรกงึมงำประโยคหลังในปากขณะที่เจมี่เลิกคิ้ว
“ฟิล?”
“เยติ... ที่เจ้าเรียกว่าบิ๊กฟุตไงเล่า ข้าว่าเจ้าน่าจะเคยเจอหมอนั่นแล้วนะ”
“อ๋อ” คนอ่อนวัยกว่านึกไปถึงคืนที่เขาได้พบกับภูตน้ำแข็งเป็นครั้งแรกแล้วพยักหน้า แม้จะไม่มั่นใจเท่าไหร่ว่าเยติตนไหนกันแน่ที่คือฟิลที่ว่า
แจ๊คหนีบไม้เท้าไว้ใต้แขนพลางโบกไม้โบกมืออธิบายอย่างออกรส ซึ่งฝ่ายเด็กชายก็ทำตาโตเป็นประกายฟังอยู่ด้วยความตื่นเต้น
“....เจ้าต้องเห็นถึงจะรู้ ปีที่แล้วนอร์ธทำรถไฟบินได้ แล้วปีนี้ก็จะทำเรือที่เป็นเมืองทั้งเมืองด้วย”
เจมี่หัวเราะ ที่อาศัยของเหล่าผู้พิทักษ์นั้นช่างมหัศจรรย์สมกับตำนานของผู้เป็นเจ้าของ เขาจินตนาการต่อไปว่าจะวิเศษสักแค่ไหนหากตัวเองมีโอกาสได้ไปเยือนที่เหล่านั้นสักครั้ง มันคงเหมือนกับความฝัน.... แล้วเด็กชายก็ถามออกไปลอยๆ มากกว่าจะทันไตร่ตรองถึงความหมายของคำพูดที่ตัวเองกล่าว
“แจ๊ค แล้วบ้านของคุณล่ะ?”
 
ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้าง
แจ๊คกะพริบตาสองสามที ก่อนจะยิ้มกว้าง ภูตน้ำแข็งหมุนตัวรอบหนึ่ง แขนฝั่งที่ไม่ได้ถือไม้เท้าผายออกไปด้านข้างขณะที่เด็กหนุ่มโค้งศีรษะลงอย่างสง่างามราวกับฟุตบาทหน้าร้านหนังสือนี้คือเวทีละคร
“ที่นี่ไงล่ะ เจมี่”
ใบหน้าอันหมดจดนั้นสว่างไสวไปด้วยรอยยิ้ม ....รอยยิ้มอันภาคภูมิ และปนด้วยบางอย่างที่เจมี่ยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจได้

“เบอร์เจสคือบ้านของข้า”
 
 


ไม่นานนักหลังจากที่แจ๊คกลายมาเป็นผู้พิทักษ์อย่างเป็นทางการ นอร์ธจัดแจงห้องหนึ่งในโรงงานของตัวเองให้กลายเป็นห้องสำหรับเขา (ห้องในโรงงานของเล่นของซานตาครอส! ยังจะมีที่พักที่ไหนในโลกน่าตื่นเต้นไปกว่านี้อีก!) เด็กหนุ่มรักที่จะใช้เวลาบางส่วนของหน้าร้อนที่นั่น เขาสุมหัวกับพวกเอลฟ์ วางแผนก่อกวนไลน์การผลิตของเยติ ซึ่งบางทีนอร์ธก็เข้ามาสงบศึก หรือบางทีก็มาร่วมแผนป่วนกับเขาเสียเอง
แต่ไม่ว่าเขาจะใช้เวลาอยู่ในโรงงานของเล่นนานเพียงใด ไม่ว่าเขาจะสนุกกับการแหย่เยติโดยมีเอลฟ์เป็นลูกมือมากเท่าใด ไม่ว่าเขาจะชอบซานตอฟ คลาสเซ่นกับนอร์ธมากแค่ไหน แจ๊คก็ไม่มีวันจะเรียกที่นี่ว่าบ้านเป็นอันขาด
 
เพียงที่เดียวในโลกนี้ที่เขาสามารถออกปากเรียกว่าบ้านได้อย่างเต็มปากเต็มคำก็คือเบอร์เจสเท่านั้น
 
เขาเดินไปในตรอกแคบซึ่งขนาบสองข้างด้วยกำแพงของตึกสูงห้าชั้น เจมี่ตามหลังมาติดๆ ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความสงสัยว่าพวกเขากำลังจะไปที่ไหน แจ๊คกล้าพนันว่าต่อให้เจมี่จะเกิดและโตมาในเมืองนี้ เด็กชายก็คงไม่เคยรู้จักหรือเหยียบย่างเข้ามายังทางสายนี้แน่นอน
เขาเลี้ยวอีกสองครั้งแล้วตรงไป พื้นอันคุ้นเคยใต้เท้าเปล่าเริ่มอุ่นขึ้นราวกับเตือนถึงฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า บอกให้รู้ว่าถึงคราวที่เขาจะต้องส่งเมืองนี้ให้กับบันนี่มุนด์แต่โดยดีเมื่อเทศกาลอีสเตอร์มาถึง (ซึ่งก็คงไม่ ‘โดยดี’ เท่าไหร่ เพราะเขายังชอบที่จะเห็นกระต่ายยักษ์นั่นเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเวลาผุดจากดินขึ้นมาเจอหิมะเหลือค้างอยู่บนหญ้า) คงเพราะเช่นนั้นเองที่ทำให้เขาเกิดความคิดว่าอยากจะพาเจมี่ไปที่นั่นเมื่อพบเด็กชายกำลังเดินกลับมาจากโรงเรียน
 
“แจ๊ค....?”
เด็กชายผมน้ำตาลเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงลังเล ตอนนั้นเองที่เขาเลี้ยวมุมสุดท้าย แล้วภาพเบื้องหน้าก็พลันเปิดกว้างออก
 
ที่โล่งรูปสี่เหลี่ยมนั้นถูกล้อมรอบด้วยตึก และมีเพียงทางเข้าออกเดียวคือตรอกที่พวกเขาเดินผ่านมา เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นท้องฟ้าสีจางของปลายฤดูหนาวถูกตัดกรอบเป็นช่องสี่เหลี่ยมราวกับโปสการ์ด คงจะมีความผิดพลาดใดเกิดขึ้นตอนที่ตึกในบล็อกนี้ถูกสร้าง และเหลือลานโล่งนี้ไว้ราวกับเป็นปาฏิหาริย์อะไรสักอย่าง
มีต้นหญ้าขึ้นอยู่ไม่มากนัก เพราะตึกที่ล้อมอยู่ทำให้แดดส่องลงมาไม่ถึงพื้น แม้จะเป็นหน้าร้อน หญ้าเหล่านี้ก็คงงอกเพียงหรอมแหรม ก่อนจะแห้งตายไปเมื่อเขามาถึงพร้อมกับฤดูหนาว
 
แจ๊คกลับมาเบอร์เจสทุกปีราวกับนกอพยพที่ไม่เคยลืมรัง ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะบึงเล็กๆ ของเขา แต่ไม่ใช่แค่นั้น บึงคือส่วนหนึ่ง....ส่วนเล็กๆ ของเมืองที่เขาจะนึกถึงเมื่อได้ยินคำว่าบ้าน เขามั่นใจได้เลยว่าชาวเมืองเบอร์เจสคงจะหมางเมิน ไม่แยแส และเดินทะลุผ่านตัวเขาไปมากยิ่งกว่าคนในเมืองไหนๆ บนโลก
แต่กระนั้น เขาก็ยังอยากจะอยู่ที่นี่ เพื่อจะกระโดดไปตามหลังคาขณะที่ทรายสีทองของแซนดี้มาเยือนกลางดึก เกาะอยู่บนเสาไฟฟ้าเงี่ยหูฟังเสียงเพลงที่ลอยมาจากลำโพงของร้านเครื่องเสียง ยืนอิงรูปปั้นหน้าสวนหย่อมพร้อมกับก้มลงมองเด็กๆ ที่ตะโกนด้วยความตื่นเต้นเมื่อเห็นหิมะตก หรือจะบางครั้งที่เขาเต็มกลืนกับความโดดเดี่ยวที่ถูกหมางเมิน วิ่งหัวซุกหัวซุนหนีจากความเศร้าซึ่งยากจะทนทาน เมืองเบอร์เจสก็ยังเหลือสถานที่บางที่ให้เขาสามารถอยู่ตามลำพังโดยไม่ต้องผวากับความไม่แยแสของคนอื่น
และที่นี่ ก็คือที่เช่นนั้นเอง
 
แจ๊คหันไปยิ้มให้กับเพื่อนร่วมทาง
“จะบอกให้เจ้ารู้คนเดียวเท่านั้นแหละ ที่ลับของข้ายังไงล่ะ”
เจมี่กระพริบตางงๆ พร้อมกับก้าวออกไปยังลาน
“ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีที่แบบนี้อยู่ด้วย”
เด็กหนุ่มผมสีขาวโพลนหยักมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มอวดดี
“เมื่อก่อนข้าเคยมีที่ลับอยู่ในโรงงานเก่า ตอนนี้มันกลายเป็นหอสมุดไปซะงั้น แล้วข้าก็เจอที่นี่”
“คุณก็ช่างเข้าใจเลือกที่นะ”
“ข้าจะมาที่นี่ก็ตอนอยากอยู่คนเดียวเท่านั้นล่ะ เจมี่”
เขาทิ้งน้ำหนักอิงตัวกับไม้เท้า สายตามองไปยังลานโล่งอันเงียบเหงาและคุ้นเคย ก่อนจะเอ่ยปากโดยไม่หันไปมองคนข้างตัว
“เจ้านี่แหละที่ข้าพามาด้วยเป็นคนแรก”
 
 

เจมี่ฟังคำพูดนั้นพร้อมกับจ้องมองลานโล่งเดียวกัน เขาพลันนึกถึงเวลาสามร้อยปีที่ภูตฤดูหนาวผ่านมาด้วยความโดดเดี่ยว เวลาอันยาวนานที่อีกฝ่ายถูกทอดทิ้งไว้ตามลำพัง และนานพอที่จะทำให้เจ้าตัวรู้จักทุกซอกทุกมุมของเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา
 
ที่นี่หาได้หลากหลายไปด้วยสีสันเหมือนปราสาทของทูธแฟรี่ หาได้สดใสด้วยดอกไม้ใบหญ้าเหมือนโพรงของอีสเตอร์บันนี่ หาได้ตระการตาราวความฝันเหมือนเกาะกลางทะเลของแซนด์แมน และหาได้น่าตื่นเต้นเต็มไปด้วยสิ่งแปลกใหม่เหมือนที่ทำงานของซานตาครอส แต่กระนั้น...
 
เสียงเพลงดังลอยมาจากข้างตัว เด็กชายผมสีน้ำตาลหันไปและเห็นแจ๊คยืนพิงไม้เท้าของตัวเอง ตายังคงมองไปยังที่โล่งในกรอบเล็กๆ ตรงหน้า พร้อมกับฮัมเพลงเบาๆ เหมือนไม่รู้ตัว
เจมี่หยุดคิดไปครู่หนึ่ง เมื่อจดจำได้ว่านั่นคือเพลงที่ได้ยินมาตลอดทั้งเดือนของปลายปีที่แล้วจากลำโพงหน้าร้านเครื่องเสียงที่หัวมุมถนน ดวงตาก็พลันร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามได้
 

เป็นครั้งแรกที่เขานึกรักเมืองเบอร์เจสขึ้นมาจับใจ
 
 
End
 
 
* เกาะของแซนดี้คืออันนี้ค่ะ
http://riseoftheguardians.wikia.com/wiki/Sandman%27s_Island
ตอนแรกว่าจะเอาเป็นเรือที่เห็นในอิมเมจอาร์ต แต่เช็ควีกิแล้วเจอเกาะ (ภาคหนังสือ?) เลยแก้มาเป็นอันนี้แทน
 
 

Comment

Comment:

Tweet

คุณ @dekmaidemezara 
ขอบคุณมากค่ะ ><
เจมี่ตรงนี้อาจจะไม่รู้เรื่องทั้งหมด แต่เด็ดดีอย่างเจมี่คงจะเข้าใจแน่นอนค่ะ ></

#7 By ohohoh on 2013-01-26 14:49

อ่านแล้วน้ำตาซึมค่ะ.....
อบอุ่นหัวใจจริงๆ เข้าใจความรู้สึกของแจ็คเลยค่ะว่าการอยู่คนเดียวมันทรมาณแค่ไหน เจมี่เองก็รู้สึกได้สินะ... #ห๊ะ big smile

#6 By =[A-NuSorN]= on 2013-01-15 20:59

เดี๋ยวจะไม่อยู่อีกอาทิตย์นึง ขอตอบคอมเมนท์ไว้ก่อนนะคะ ><

คุณ @punyapunchi 
ขอบคุณมากค่า (>v<
ถึงจะไม่ใช่ที่ๆอ่อนโยนไปหมดทุกอย่าง แต่ก็เป็นที่ๆเราจะกลับไปได้ ข้าพเจ้าคิดว่านั่นแหละค่ะที่คือบ้าน
ช่วงนี้อยากจะเขียนว่าแจ๊คมีความสุขนะ ถึงจะไม่ร้อยเปอร์เซนต์ แต่ก็มีความสุขจริงๆนะ ><

คุณ @chibi 
ขอบคุณอีกทีค่า ขอบคุณมากๆด้วยค่ะที่คุณจิบิมาร่วมด้วยช่วยโมเอกันตลอด ไม่งั้นข้าพเจ้าก็คงไม่ไฟลุกฮือขึ้นมาเขียนหรอก (พวกจุดไฟติดยาก)
เจมี่แจ๊คในเรื่องนี้เป็นเจมี่แจ๊คแบบอ้อมโลกค่ะ ทั้งสองคนยังไม่มีใครรู้ตัวเลย
แจ๊ค > อยากให้เจมี่เป็นคนที่อยู่ใกล้ตัวเองที่สุด
เจมี่ > ดีใจที่รู้ว่าแจ๊คไม่ได้เป็นทุกข์อย่างเดียวตลอดเวลาที่ผ่านมา
เป็นธีมซ่อนของตอนนี้ ..มันเพิ่งจะเท่านั้นนี้เอง ให้ข้าพเจ้าเขียนก็คงจะใสปิ๊งไปอีกนานเลยค่ะ TvT

คุณ @accelerando  
ขอบคุณค่าาา ><
ตอนเขียนอันนี้รู้สึกเหมือนมีแจ๊คมาเกาะอยู่ข้างหลังสั่งว่า "เฮ้ย ต้องเขียนอย่างนี้ๆๆๆๆสิ"
อยากจะเขียนขยายความเรื่องของนอร์ธเหมือนกันค่ะ ><
 
คุณ @kadeart 
เรื่องแจ๊คโดนเมินนี่เป็นอะไรที่อยากเขียนให้มากกว่านี้เหมือนกันค่ะ แต่คนเขียนชอบแจ๊คที่มีความสุขมากกว่า เลยหั่นทิ้งไปหลายย่อหน้า (หลักย่อหน้าเลยรึ....)
...ที่จริง เรื่องของเรื่องคือ.... ข้าพเจ้าอยากเขียนฉากที่แจ๊คฮัมเพลงน่ะค่ะ ^^; (อิทธิพล Hobbit?)

#5 By ohohoh on 2013-01-15 13:20

ฮืออออออออออออออออออออออออออออออ
ชอบมากเลยค่าาาาาาาาาาาาาาาาา ;; {} ;;;
อ่านแล้วทั้งซึ้ง ทั้งเศร้า เหงาๆ  แล้วก็อบอุ่นมาก T///////T
เขียนได้ซึ้ง เข้าใจถึงความรู้สึกของแจ๊คเลยค่ะว่ารักเมืองนี้ขนาดไหน ว่าว่าจะไม่มีใครเห็นก็ตาม
ตอนที่บรรยายว่าโดดเดี่ยวที่ถูกหมางเมินขนาดไหนสงสารมากกกกกกกกกก
ขอบคุณมากๆๆเลยนะคะ ชอบมากจริงๆค่ะแงงงงงงงงงงงงง

#4 By K@De เห็ดแดง on 2013-01-15 00:04

อ่านแล้วอบอุ่นฟีลกู๊ดจังเลยค่ะ รายละเอียดเรื่องราวน่ารักมาก ๆ big smile

#3 By accel. on 2013-01-14 23:40

อ่านจบรอบสองแล้วค่ะ ฟินน  เม้นหลังไมค์ไปเกือบหมด แต่เขียนซ้ำอีกที อย่างแรกเลยชอบแจ็คของคุณโอ๋มวากกก ดูเป็นเด็กผู้ชายซนๆ โมเอะสุดๆ ตอนที่เล่าถึงอยู่กับนอร์ธน่ารักมากค่ะ ที่พูดถึงนอร์ธเข้ามาแจมป่วน หรือที่แจ็คแกล้งบันนี่ ดีเทลพวกนี้น่ารักสุดๆ เลยกรี๊ดดดดดด
แต่ชอบธีมของเรื่องมากเลยค่ะคุณโอ๋ ;w; คือไม่ได้เน้นเรื่องความรักระหว่างคนอย่างเดียว แต่โยงธีมไปบ้านเกิดเลย ชอบที่บรรยายว่าแจ็คคิดยังไง ทำอะไรอยู่ในเมืองที่เขารักบ้าง  นึกภาพตามแล้วน่ารักมาก ;///; ต่อให้ที่อื่นวิเศษมหัศจรรย์กว่ายังไง บ้านก็คือบ้านเนอะ ชอบมากเลย
สุดท้าย เจมี่แจ็คอ่อนๆ บอกเป็นนัยใช่มั้ยคะ ความสัมพันธ์ตู่นี้ต้องขยายต่ออ 555 (ไว้เขียนอีกนะคะ โมเอ มาก เฮๆ)

#2 By chibi on 2013-01-14 22:35

.........................................
ผิดมั้ยคะที่อยู่ๆน้ำตาก็ไหล แงงงงงงง
แต่งดีจังเลยค่ะ ชอบจังเลย สั้นๆแต่ทำไมซึ้งกินใจขนาดนี้ แอร๊ยย ;w; ไม่วาย ไม่มีแพร๋ริ่ง แต่ทำไมถึงได้อบอุ่นหัวใจขนาดนี้ เป็นการบรรยายฉากที่ธรรมดามากๆ แต่รู้สึกได้นึกย้อนถึงอารมณ์ความรู้สึกเก่าๆที่หลงเหลือ อ่านแ้ล้วคิดถึงบ้าน แงงงง แต่งดีอ่ะค่ะ ชอบบบบ ฮือๆๆ นึกภาพออกเลยค่ะ เป็นฟิคที่ใสมากกกกกกก ค่ะ โอ้ย ชอบจนไม่รู้จะพูดว่ายังไง ขอบคุณมากนะคะที่แต่งฟิคน่ารักหายากอย่างนี้ออกมา  big smile  (จิ้มรายการโปรดเบาๆ...)

#1 By MIGHTY♥ on 2013-01-14 22:28